วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

AFTA


สวัสดีคะ ดิฉัน น.ส.ธัญญา บุญเพ็ง วันนี้จะอธิบายเกี่ยวกับการรวมกลุ่ม AFTA ว่าการรวมกลุ่มAFTAคืออะไร เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครรู้จักกัน.....




เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area) หรือ อาฟต้า (AFTA) เป็นข้อตกลงทางการค้า สำหรับสินค้าที่ผลิตภายในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด

ความเป็นมา                                                       
1. ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of Southeast Asian Nations: ASEAN) หรืออาเซียนดั้งเดิม 6 ประเทศ ได้แก่ บรูไน ดารุสซาลาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ได้ประกาศจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า ในเดือนมกราคม 1992  ต่อมามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม (1995) ลาว และพม่า (1997) และกัมพูชา (1999) รวมประชากรอาเซียนทั้งสิ้น 500 ล้านคน





โดยผู้ที่ริเริ่มการก่อตั้งครั้งนี้ คือ อดีตนายกรัฐมนตรี อนันท์ ปันยารชุน 
ความเป็นมา                                                        

1. ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of Southeast Asian Nations: ASEAN) หรืออาเซียนดั้งเดิม 6 ประเทศ ได้แก่ บรูไน ดารุสซาลาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ได้ประกาศจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรืออาฟต้า ในเดือนมกราคม 1992  ต่อมามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอีก 4 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม (1995) ลาว และพม่า (1997) และกัมพูชา (1999) รวมประชากรอาเซียนทั้งสิ้น 500 ล้านคน



วัตถุประสงค์


1) ส่งเสริมให้การค้าในอาเซียนขยายตัวมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาประเทศต่างๆที่ใกล้ชิดกัน 

มักจะมีการค้าระหว่างกันน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไปค้าขายกับประเทศใหญ่ ๆ เช่น สหรัฐฯ 

ญี่ปุ่น ยุโรปตะวันตก เป็นต้น จึงคิดกันว่าควรขยายการค้าภายในให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

2) ถ้ารวมกันเป็นเขตการค้าเสรี การที่ภาษีลดต่ำลงจะเอื้ออำนวยให้การลงทุนจากประเทศ

ที่สามเข้ามาในอาเซียนมากขึ้น เพราะถ้ามาลงทุนในประเทศหนึ่งก็สามารถผลิตสินค้าไป

ขายในประเทศอาเซียนอื่นได้ โดยไม่เสียภาษีหรือเสียภาษีต่ำมาก

3) ขณะนั้น การแข่งขันทางการค้าในโลกเริ่มเข้มข้นมากขึ้น และมีการเจรจารอบอุรุกวัย 

ภายใต้ WTO ซึ่งอาเซียนคิดว่าถ้าได้ซ้อมเปิดเสรีกันในกลุ่มเล็กนี้ก่อน ก็จะช่วยให้สามารถ

แข่งขันได้มากขึ้น


เป้าหมายของAFTA

  • ประเทศสมาชิกจะลดภาษีสินค้าทุกรายการให้เหลือ 0-5% ภายในเวลา 10 ปี จากที่เริ่มต้นลดภาษีแล้ว

  • ลดให้เหลือ 0% ภายในปี 2553-2558 ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสมาชิกเดิมหรือสมาชิกใหม่ รวมทั้งจะต้องค่อย ๆ ทยอยลด/เลิกเครื่องกีดขวางทางการค้าทั้งหลายที่ไม่ใช่ภาษีต่าง ๆ ให้หมดไปด้วย เช่น การจำกัดโควตานำเข้าระหว่างกันและกัน   จะยกเลิกทันทีที่ภาษีของประเทศนั้น ๆ ลดเหลือ 20% หรือการกำหนดมาตรฐานสินค้า หรือการออกใบอนุญาตนำเข้า ก็จะทยอยลดลงไปเช่นกัน



ขอบเขตสินค้า
ครอบคลุมสินค้าทุกชนิด ยกเว้นสินค้าที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง ศิลธรรม ชีวิต และศิลปะ และอนุโลมให้มีรายการสินค้าเกษตรไม่แปรรูปที่ยังไม่พร้อมที่จะนำมาลดภาษีตามกำหนดระยะเวลาได้
การดำเนินการให้สิทธิ (CEPT) แบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม
สินค้าเร่งลดภาษี (Fast Track) ลดภาษีลงให้เหลือร้อยล่ะ 0-5  ภายใน 7 ปี มี 15 สาขาสินค้า ได้แก่ ซีเมนท์ ปุ๋ย ผลิตภัณฑ์หนัง เยื้อกระดาษ สิ่งทอ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ไม้และหวาย นำมันพืช เคมีภัณฑ์ พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์เซรามิก และผลิตภัณฑ์แก้ว เภสัชภัณฑ์  และแคโทดที่ทำจากทองแดง
สินค้าลดภาษีปกติ (Normal Track) ลดภาษีลงให้เหลื่อร้อยล่ะ 0-5 ภายใน 10 ปี สินค้ายกเว้นชั่วคราว (Temporary Exclusion List) ได้แก่สินค้าที่แต่ละประเทศสงวนลิขสิทธิ์ไม่ลดภาษีชั่วคราว แต่จะทยอยนำมาลดภาษีภายใน 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2539 เป็นต้นไป


สินค้านำเข้าและส่งออกของแต่ละประเทศ














วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

BRICS จ้า อยากรู้ว่ามันคือไรมาอ่านกันนะ ^^


สวัสดีค่ะ ดิฉัน รัตติยา บุบผัน วันนี้มีสาระดีๆมาฝากเพื่อนๆกัน โดยวันนี้มีเรื่องเกี่ยวกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ มาให้อ่านกันนะ  ^^ ในหัวข้อ BRICS  ถ้าอยากทราบกันแล้วว่ามันคืออะไร ดูกันได้เลยจ้า


BRICs เป็นการรวมกลุ่มของประเทศยักษ์ใหญ่ที่กำลังพัฒนาทีมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว (Emerging Market)และประเทศเหล่านี้ได้ถูกกล่าวว่ามีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยผูที่บัญญัติคำแเรียกเก๋ๆนี้ นั่นคือ นาย Jim O' Neil ครั้งแรกมีสมาชิกเพียงสี่ประเทศและกลายเป็นห้าประเทศในปัจจุบัน จึงใช้สัญญลักษณ์ จาก BRIC เป็น BRICS


 

แม้ว่า กลุ่ม BRICS ไม่ได้มีแนวทางที่ชัดเจนที่จะรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มเศรษฐกิจหรือสมาคมการ ค้าอย่างเป็นทางการเหมือนสหภาพยุโรป (EU) แต่มีข้อบ่งชี้บางอย่างว่ากลุ่ม BRIC พยายามที่จะสร้างสมาคมหรือพันธมิตรทาง การเมืองรวมถึงเปลี่ยนอํานาจทางเศรษฐกิจที่กําลังเติบโตให้เป็นอํานาจการ เมืองระดับภูมิภาค โดยในปัจจุบันกลุ่มดังกล่าวนี้มีความสำคัญในเวทีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอย่างมาก และถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง

นอกจาก ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ กลุ่ม BRICS ยังมีแผนจะพัฒนาไปสู่การเป็นกลุ่มความร่วมมือทางการเมืองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รวมถึงความร่วมมือในสาขาอื่น ๆ อีก ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เนื่องจากสมาชิก BRICS เป็นประเทศที่ผลิตและใช้พลังงานมากที่สุด และเป็นประเทศผู้ผลิตผลผลิตทางการเกษตรรายใหญ่ที่สุดและเป็นผู้บริโภคผลผลิต ทางการเกษตรมากที่สุด การพัฒนาการใช้พลังงานสะอาด การเพิ่มผลผลิตการเกษตร เป็นต้น และยังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นอีก อาทิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การค้าการลงทุน ยา และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 



นี่คือรายละเอียดและสมาชิกของกลุ่ม  BRICS
ประเทศทั้งข้างต้นมีพื้นที่รวมกันมากกว่าหนึ่งในสี่ของโลกและมี จํานวนประชากรรวมกันมากกว่าร้อยละ 43 ของประชากรโลก มีสัดส่วนใน GDP โลกประมาณ หนึ่งในสี่ของทั้งหมด หรือคิดเป็นประมาณ 13.7 แสนล้าน ดอลล่าห์สหรัฐ และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศรวมกันถึง 4.4 แสนล้านดอลล่าห์สหรัฐ และในปี 2555 กลุ่มประเทศ BRICS มีสัดส่วนในการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ (FDI) คิดร้อยละ 11 ของโลก และมีสัดส่วนในการค้าโลกถึงร้อยละ 17



"BRICS" ซึ่งประกอบด้วยประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีนและแอฟริกาใต้  ทั้ง 5 ประเทศในกลุ่ม BRICS มีฐานความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และความโดดเด่นที่ยังไม่มีประเทศใดเทียบได้ จึงทำให้การเข้าไปลงทุนในธุรกิจชั้นนำของทั้ง 5 ประเทศ
 
จะ​เห็น​ได้ว่า​แต่ละประ​เทศจะมีคุณลักษณะพิ​เศษ จุด​เด่นที่​แตกต่างกัน ​ซึ่งช่วย​เอื้อต่อ​การขยายตัวทาง​เศรษฐกิจ​ในลักษณะที่ส่ง​เสริมกัน​และกัน ​เป็น อย่างมาก ​เนื่องจากมี​แรงผลักดัน​ทั้งด้านอุปสงค์​และอุปทาน ​จึง​เป็นพลังขับ​เคลื่อนที่จะก่อ​เกิด​การขยายตัวอย่างมากต่อระบบ​เศรษฐกิจโลก


เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่เกิดจากประเทศกำลังพัฒนาทำให้คนในประเทศเหล่านี้คือชนชั้นกลางที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ



การประชุมของกลุ่มซึ่งโครง สร้างความร่วมมือของ BRICS นั้นก็คือในทุกๆปีจะมีการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ BRICS โดยจะจัดขึ้นในประเทศสมาชิก และเวียนไปเรื่อยๆจนครบรอบแล้วเริ่มใหม่ ซึ่งในปัจจุบันได้มีการจัดประชุมไปแล้ว 4 ครั้ง
 BRICS ขั้วอำนาจใหม่ของเศรษฐกิจโลก (A New Polar of World Economy)
จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่ากลุ่ม BRICS มีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ ส่งผลให้กลุ่ม BRICS สามารถที่จะกลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ ของเศรษฐกิจโลก (A New Polar of World Economy) ขึ้นมาท้าทายและถ่วงดุลอำนาจของสหรัฐฯ และ EU ซึ่งการประชุมที่ผ่าน ๆ มา กลุ่ม BRICS ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปฏิรูป IMF การเปลี่ยนสกุลเงินสำรองระหว่างประเทศสกุลใหม่แทนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ฯ เพื่อลดบทบาทของสหรัฐฯ และ EU เป็นต้น




ปัจจุบัน ประเทศไทยมีความร่วมมือในกรอบทวิภาคีและพหุภาคีรวมถึงมีความสัมพันธ์ด้าน เศรษฐกิจการค้าและการลงทุนกับประเทศต่างๆในกลุ่ม BRICS ที่สําคัญ ดังนี้
1.        ไทย-จีน ได้แก่การทํา ASEAN-China FTA ในกรอบพหุภาคีความร่วมมือในกรอบทวิภาคีต่างๆ เช่น แผนพัฒนาระยะ 5 ปีระหว่างไทย-จีน (พ.ศ.2555-2559) ภายใต้ความตกลงการขยายความร่วมมือทวิภาคีทางเศรษฐกิจและการค้าในเชิงกว้าง และเชิงลึกระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและ ราชอาณาจักรไทย, แผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – จีนฉบับที่ 2 (2555 – 2559) ไปจนถึงกลไกในรูปแบบของคณะทํางานระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลท้องถิ่นต่างๆของ จีนในระดับมณฑลเป็นต้น
2.       ไทย-อินเดีย อยู่ระหว่างการเจรจา FTA ระหว่างกัน ซึ่งขณะนี้สินค้าจํานวน 83 รายการมีภาษีเป็นศูนย์แล้ว นอกจากนี้อินเดียยังเป็นตลาดใหม่ที่สําคัญที่สุดของไทย โดยในปี 2554 อินเดียเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 16 ของไทยและเป็นอันดับที่ 1 ของไทยในเอเชียใต้โดยระหว่างปีพ.ศ. 2552-2554 มูลค่าการค้ารวมไทย-อินเดียมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3.       ไทย-รัสเซีย รัสเซียเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในกลุ่ม ประเทศยุโรปตะวันออกและกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States : CIS) ซึ่งมูลค่าการค้ารวมไทย-รัสเซีย ระหว่างปีพ.ศ. 2552 -2554 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
4.       ไทย-บราซิล ทั้งสองประเทศได้มีการลงนามความตกลงทวิภาคีทางการ ค้าระหว่างกัน ซึ่งในปีพ.ศ. 2554 ทั้งไทยและบราซิลต่างเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของกันและกันในอาเซียน และลาตินอเมริกา (แทนที่สิงคโปร์)
5.       ไทย-แอฟริกาใต้ แอฟริกาใต้เป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในทวีป แอฟริกาและเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทยในอนุภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ นอกจากนี้ในปี 2554 แอฟริกาใต้ยังเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในกลุ่มอาเซียนอีกด้วย

 

ภาพแสดงมูลค่าสินค้าระหว่าไทยกับกลุ่ม BRICS





จะเห็น ได้ว่ามูลค่าการค้ารวมของไทยกับประเทศต่างๆในกลุ่ม BRICS มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหาก ASEAN สามารถดําเนินความร่วมมือกับกลุ่ม BRICS ได้เป็นผลสําเร็จก็จะส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนของไทย ทําให้สามารถที่จะส่งออกสินค้าต่างๆ ที่มีศักยภาพตามตารางข้างต้น ทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมไปยังประเทศต่างๆในกลุ่ม BRICS ได้มากขึ้น อย่างไรก็ดีรัฐบาลไทยควรกําหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน รวมถึงเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในกลุ่ม BRICS ให้มากยิ่งขึ้น โดยอาศัยกลไกความร่วมมือภายใต้กรอบทวิภาคีและพหุภาคีที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาพรวมด้านเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน ของประเทศรวมถึงเป็นการแสวงหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพให้กับภาคธุรกิจและเอกชน ของไทยแทนกลุ่มประเทศ EU และสหรัฐฯ ที่กําลังประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจและการเงินอยู่ในขณะนี้

เป็นไงกันบ้างเอ่ย ขอบคุณสำหรับการเข้ามาอ่าน มาชม ^^ หวังว่าเพื่อนๆคงพอจะได้รับสาระความรู้กันไปบ้างและถ้าอยากศึกษาเพิ่มเติม สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://sameaf.mfa.go.th/th/organization/detail.php?ID=4109